[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
องค์การบริหารส่วนตำบลกุดหว้า
คำขวัญ   โคกโก่งโฮมเสตย์ มนต์เสน่ห์สาวผู้ไท ตะไลล้านตระการตา ศูนย์ปัญญาพระใหญ่ ไดโนเสาร์เลื่องลือ เสื้อเย็บมือสุดสวย รวยน้ำเลี้ยงชีพอ่างวังมน ผู้คนอ่อนน้อมอยู่เย็น      วิสัยทัศน์   อบต.กุดหว้า เป็นองค์กรพัฒนาคุณภาพชีวิตสมบูรณ์ เพิ่มพูนความรู้ เชิดชูคุณธรรม น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำชื่อเสียงสู่สากล
ปลัด อบต.กุดหว้า

นายวีระศักดิ์ วิเศษศรี
ปลัด อบต.กุดหว้า

เมนูหลัก
ข้อมูลพื้นฐาน
เมนูอื่นๆ
คลังเก็บรูปภาพ
พยากรณ์อากาศ
 
สถิติผู้เยี่ยมชม

 เริ่มนับ 15/ส.ค./2556
ผู้ใช้งานขณะนี้ 2 IP
ขณะนี้
2 คน
สถิติวันนี้
39 คน
สถิติเมื่อวานนี้ี้
36 คน
สถิติเดือนนี้
813 คน
สถิติปีนี้
1967 คน
สถิติทั้งหมด
44016 คน
IP ของท่านคือ 54.234.233.48
(Show/hide IP)

  
ประวัติและตราสัญญลักษณ์

ประวัติความเป็นมาผู้ไทยตำบลกุดหว้า 

มีบ้านอยูบ้านหนึ่งเขาขนานนามบ้านว่าบ้านกะแตบ ห่างจากเมืองวังมาทางทิศตะวันออก  ประมาณสามกิโลเมตร ในวันเมืองวังแตกนั้น ชาวบ้านได้ตื่นตระหนกตกใจเป็นล้นพ้น ทุกคนพากันหอบมุ้งหมอนข้าวไถ้ข้าวถุงใส่สาแหลกสะมุกสะหลังแตกตื่นกันเป็น อลหม่านไม่รู้ทิศทางระล้าระลังที่จะหนีข้าศึก ต่างคนอุ้มลูกจูงหลานดึงกันวิ่งหนีจากบ้านเข้าชุกป่าดงป่าแดงกถ้ำเหว ไม่กลัวเสือสางช้างป่า งูเงี้ยวอะไรเลย กลัวข้าศึกมากกว่า ทุกบ้านช่องเหย้าเรือนไม่มีคนเลยนอกจากผู้เฒ่าผู้แก่เดินไม่ได้ร้องไห้โอด ครางโวยวาย น่าเวทนายิ่งนัก แตกบ้านครั้งนั้นได้มีหัวหน้าพาพวกพ้องหลบหนีไปพักอยู่ที่หลุมเพ็กใกล้กับ เขตแกว (ญวน) ปลูกผามตั้งตูบอยู่เป็นหมู่ฝูงได้รับความยากเย็นเข็ญใจมากนัก อาหารการกินก็มีผลหมากไม้ตามแต่จะหาได้ กินเผือกกินมันตามดงตามป่า บางคนเป็นไข้ป่าล้มตายลงเป็นหลายคน จนถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๗ - ๒๓๘๘ ได้ยินข่าวเล่าลือว่า พวกที่ถูกไปจากเมืองวังได้ตั้งถิ่นฐานบ้านช่องอยู่ที่บ้านกุดสิม ราชวงศ์กอได้รับยศเป็นเจ้าเมืองปกครองผู้ไทด้วยกันมีความสงบสุข เมื่อได้รับข่าวดังนี้ชาวบ้านนากะแตบทุกคนจึงได้อพยพครอบครัวจากหลุมเพ็ก ข้ามโขงมาคนประมาณ ๖๐ ชีวิต มาพักตั้งบ้านอยู่ในที่ต่าง ๆ ตามลำดับดังนี้ คือ ตั้งอยู่ที่บังเฮือก ๑ ย้ายมาอยู่ที่บังทราย ๑ มาอยู่ที่วังน้ำเย็น ๑ มาอยู่ที่ตาดโตน ๑ มาอยู่ที่ตาเปอะ ๑ มาอยู่ที่วังพัน ๑ มาอยู่ที่บ้านหนองแสง ๑ จะอยู่บ้านละกี่ปีนั้นไม่มีใครทราบได้ เมื่อตั้งบ้านอยู่ที่บ้านหนองแสงนั้น บ่าวโต้น กับ บ่าวเต้ง ซึ่งเป็นนายพรานได้ออกคว้าเนื้อมาถึงหนอง ๆ หนึ่งอยู่ในกลางป่ามีน้ำใสสะอาดดีเป็นที่สัตว์ป่าลงมากินน้ำในหนองนั้น เขาทั้ง ๒ จึงขัดห้างขึ้นพกมองสัตว์ป่าได้ยิงแรดด้วยปืนเพลิงนกสับตัวหนึ่งไปตายอยู่ ที่หนองใกล้ห้วยจุมจัง นายพรานทั้งสอง พี่น้องพเนจรมาเห็นโนนคำหว้าเป็นทำเลควรจะตั้งบ้านได้ ก็กลับไปบ้านหนองแสงชักชวนเพื่อนฝูงมาตั้งบ้านใหม่ที่โนนคำหว้า เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๘ มี ๔ หลังคาเรือน คือ

๑. เฮือนบ่าวโฮ้ง พ่อเฮ้า

๒. เฮือนบ่าวโต้น พ่อต่อน

๓. เฮือนบ่าวเต้ง พ่อดอน

๔. เฮือนสาวดอน + บ่าวนู      

    แต่นั้นมา ปีถัดมาก็มีผู้มาตั้งบ้านร่วมอีก ๓ ครัวด้วยกัน คือ

๑. ครัวของบ่าวบุญร่าง + สาวสิงห์

๒. เครือของบ่าวอิน + สาวอ่อน (หัวต่อ)

๓. เครือของสาวแวง + บ่าวโย้น

รวม ๗ หลังคาเรือน ในสถานที่ตั้งบ้านนั้นเป็นดงป่าไม้ใหญ่สูง ต้นหว้าชมภูต้นหนึ่งราว ๖

โอบโดยประมาณอยู่ที่น้ำพุบ่อคำ มีน้ำไหลออกที่โคนต้นหว้านั้นตลอดปี บ่าวโฮ้ง พ่อเฮ้าจึงเรียกนามบ้านว่า "บ้านคำหว้า" บ้านเรือนในระยะตั้งใหม่มิได้ใช้ไม้จริง เสาไม้มอก ตอกไม้ลื้ม หลังคามุงหญ้าคา ฝาไม้ไผ่ไม้รวกไม้ป้อสานลายขัด พื้นฝากไม้พุงไม้ฟางหรือไม้พาง ช่วยกันทำหักร้างถางพงเป็นไร่เป็นสวน ปลูกข้าวไฮ้ฟักแฟงแตงเต้าของอยู่ของกิน ปลูกฝ้ายปลูกมอนเลี้ยงม้อน(ไหม) แอบฝ้ายดีดเป็นปุยล้อเป็นแค้ว ใช้หลาในเข็นยืดออกมาเป็นเส้นค้นหูกสืบหูกเสร็จเอาเข้ากี่ทอเป็นผืนผ้าตัดเย็บด้วยมือ เป็นซ่ง เป็นเสื้อย้อมเบ๊อะ(คาม) มีสีสรรดำนินใช้ในครอบครัว ผู้ที่เลี้ยงม้อนป้อนไหม ต่ำทอเป็นผืนผ้าไหมมีหลายชนิดด้วยกันเป็นต้นว่า ผ้ามัดหมี่ไหม ผ้าลายขวิด ผ้าเข็นตา ผ้าสะโหร่ง แพรฟ้อย พวกผู้หญิงเขาแต่งทำสืบมาแต่พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทำเองนุ่งห่มโดยมีได้ซื้อหา มีคำผญาเว้าหยอกผู้สาวผู้ไทว่า เจ้าผู้จบผู้งามแนวน้อง ถือแพรฟ้อยสไบแพรไหมย้อมครั้ง นุ่งซิ่นหมี่หวีมวยเกล้า คือ ซิเฒ่ามิเป็นแท้นอ เจ้าละเมอนำบ่อเมอนำอ้าย เถิงยามไฮ้มิเฮ้อน้องไปจา เถิงยามนามิเฮ้อน้องไปเกี่ยว เฮ้อน้องเคียนแพรไหมใบแพรฟ้อย นุ่งซิ่นแต้มหัวแย้มอยู่ในเรือน กะชู้กะช้อยลูกสาวน้อยเพิ่นปล่อยมาเอย เป็นผญาเว้าหยอกสาวชมว่ามีการหมั่นเพียรยกยอปอปั้นให้มีใจปีติยินดีในการดำเนินชีวิต ผญานี้ทำให้ผู้หญิงสาวผู้ไทยกระตือรือล้นเข็นฝ้ายสาวไหมทำหูกทอผ้าเป็นอย่างดี เมื่อทำได้มากแล้วก็มีพ่อค้าทางไกลมาซื้อเอาเป็นเงินทองนับเป็นรายได้ที่บริสุทธิ์อีกทางหนึ่ง ที่พึ่งของคนบ้านคำหว้าในระยะนั้นพึ่งผีเรือนเทวดาอารักษ์เจ้าป่าเจ้าเขา เมื่อถึงเวลากินอาหาร ผู้สูงอายุคือพ่อแม่ของลูกท่านมักจะเอาข้าวคำหนึ่งจ้ำอาหารหันหน้าออกมาหนายมีคำว่า แถนหลวงปู่ลางเชิง ลูกหลานได้กินข้าวกินปลากะบอกกะหมาย กินแลงกินงายกะบอกแถนเทิงฟ้า ขอเฮ้ออายุมั่นขวัญยืนอยู่ดีกินสุกสนุกสำบายสาธุดังนี้ทุกครั้งที่กินข้าว แต่เดียวนี้ไม่มีแล้ว

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสร้างบ้านใหม่นั้น เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ มีการประกาศหานายพรานว่า ถ้าใครจับกวางเขาห้าง่ามได้จะประทานให้เกียรติเป็นแสน นายพรานทั้งหลายก็ไม่มีใครจับได้ บ่าวโฮ้งพี่ชายใหญ่จึงปรึกษากับน้องชายทั้งสองว่าเราควรนำกวางเขาห้าง่ามนี้ ไปถวายคงจะมีชื่อเสียงแล้วเขาทั้งสามพี่น้องก็ออกพเนจรสะกดรอยหากวางตัวนั้น เมื่อพบแล้วก็เฝ้าคอยดูกวางตัวนั้นว่าเหตุใดนายพรานทั้งหลายจึงยิงด้วยลูก ธนูไม่ถูก เมื่อทราบว่าเป็นเพราะนกทำรังอยู่ที่ง่ามเขากวางนั้นบินขวางเอาลูกธนู มิให้ถูกตังของกวาง เมื่อรู้ดังนั้นแล้วเขาทั้งสามก็ออกมาจากป่าหาจับตั๊กแตนใส่ข้อง ได้เป็นจำนวนมาก เตรียมธนูที่มีคันแข็งแรงพร้อมแล้วก็ออกเดินทางในวันต่อมา พอไปถึงที่อยู่ของกวางก็เอาลูกธนูชุบยางน่องแล้วก็ปล่อยตั๊กแตนออกจากข้อง ตั๊กแตนก็บินออกไปเป็นฝูงๆ นกเห็นก็บินออกจากรังทั้งสองตัวผัวเมีย บินไล่จิกตั๊กแตนเป็นพันละวัน บ่าวโต้นก็กำโก่งคันธนูเต็มแรง แล้วปล่อยลูกธนูไปถูกกวางตัวนั้นดั่งหมาย พิษน่องอีทกก็ซึมทราบตามเส้นเลือดอย่างรวดเร็วในไม่ช้ากวางก็ตาย เขาทั้งสามคนก็นำกวางไปถวายพระธิเบศวงษา(กอ) ที่เมืองกุดสิมนารายณ์ ท่านมีความยินดีนักประทานรางวัลให้คนละตำลึงเงิน แต่งนามให้เป็นแสนโฮ้ง แสนพาน และแสนโพธิ์ และสั่งให้แสนโฮ้งมาทำการทำงานประจำที่เมืองกุดสิม ส่วนแสนพานนั้นให้นำ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านคำหว้ามารายงานทุกเดือน แสนโพธิ์นั้นให้เป็นกวานบ้านส่งส่วยเมืองกุดสิม นำเกียรติที่ได้นั้นมาสู่บ้านคำหว้าต่อไป

ส่วนนางแตงอ่อนภรรยาบ่าวโต้นแสนพานนั้น ได้ชักชวนสามีของตนไปอยู่ที่บ้าน หนองห้าง มีความเห็นว่าบ้านคำหว้าเป็นดงช้างป่า เสือ ไม่มีความปลอดภัยจะตายช้างเหยียบเมื่อใดก็ไม่รู้ ส่วนหนองห้างนั้นเป็นโคกป่ากุงป่าชาด เสือ ช้างก็ไม่ชุกชุม แสนพานทนความอ้อนวอนไม่ไหวก็ทำตามที่เมียต้องการ ได้ย้ายครัวเมืออยู่บ้านหนองห้างกับลูกสาวสองคน คือ สาวแนม สาวเนียม ส่วนสาวต่อน สาวลอน สาวลัน บ่าวหลอยเมียงนั้น คงอยู่ที่บ้านคำหว้าตลอดมา ด้วยเหตุนี้คนสองบ้าน คือคำหว้า กับหนองห้างจึงมีความสัมพันธ์กันมาทางเชื้อสาย ในขณะนั้นทางบ้านคำหว้ายังไม่มีวัดวา การทำบุญตาม ฮีตสิบสองนั้นได้ไปร่วมทำบุญกันที่บ้านหนองห้าง

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ตั้งบ้านคำหว้ามาได้ ๒๐ ปี คนมีมากขึ้น พวกที่แตกหนีเศิกคราวนั้น ได้ยินข่าวเล่าลือว่าบ้านคำหว้าอุดมสมบูรณ์ ก็อพยพครอบครัวมาเป็นหลายครัวเป็นต้นว่า

. เครือตาหลอยเละ มาจากเมืองพรรณานิคม

. เครือตาจ่ำปา มาจากเมืองกุดสิม

. เครือบ่าวไตร+สาวเลย มาจากบ้านโพนสวาง

. เครือตาเพชรธนูแสง มาจากบ้านคำกั้ง

. เครือสาวกะแด้ง+บ่าวกะดัน มาจากบ้านคำกั้ง

. เครือสาวตาขำ+บ่าวเคน มาจากเมืองกุดสิม

ตั้งบ้านเรือนร่วมกันอยู่หลายคน มีมากหน้าหลายตาสร้างสาพัฒนา บ้านคำหว้าให้เจริญขึ้น

ตามลำดับมีวัดตั้งขึ้นมาใหม่ชื่อว่าวัดกกต้อง หลวงตาโย้น เป็นผู้มาตั้งวัดและเป็นพระรูปแรกของบ้านคำหว้าด้วย การทำบุญทำทานก็ไม่ได้ไปทำที่วัดบ้านหนองห้างอีกแล้ว ส่วนการค้ำยอเอาบุญนั้นช่วยเหลือกันเหมือนเดิม ถ้าบ้านคำหว้าเอาบุญพี่น้องบ้านหนองห้างก็มาค้ำบุญด้วย ส่วนความสงบจากโจรผู้ร้ายนั้นไม่ค่อยมีเท่าใดนัก เนื่องจากลาวชาวบ้านใกล้มาขโมยวัวควายปีละหลายตัว จนผู้ปกครองเกณฑ์ทำรั้วบ้านด้วยไม้อ้อมรอบบ้านยาวเหยียด เพื่อรักษาสิ่งของเวลากลางคืน พวกลาวที่เป็นนักเลงชอบข่มเหงผู้ไทยอยู่เนืองๆ วัวควายสิ่งของได้ระวังเป็นพิเศษจะละเลยไม่ได้ การศึกษาเล่าเรียนนั้นผู้ชายถ้าบวชเป็นพระเณรจึงจะได้ร่ำเรียนหนังสืออักษรไทยอักษรธรรมอักษรลาวอักษรขอม มีความรู้ติดตัวพอก่ำก่า บางคนก็มิได้เรียนหนังสือเลย นับเลขก็ไม่ถึงร้อยหูป่าตาเถื่อนเป็นส่วนมาก ส่วนผู้หญิงนั้นไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนเลยแต่ผู้หญิงผู้สนใจก็จะเรียนอ่านอักษรลาว

บ่าวเต้งพ่อดอนเป็นกวานบ้านคำหว้าเอาการเมืองกุดฉิมอยู่ได้สิบกว่าปีจึงลาออก เจ้าเมืองกุดสิม จึงตั้งใหม่ให้บ่าวหลอยเมียงพ่อไคร เป็นกวานบ้านต่อมา บ้านคำหว้าในช่วงนั้นได้ขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากประเพณีบังคับ ถ้าใครมีเมียก็จะมีเรือนหอพร้อม การทำมาหากินก็สะดวกขึ้น ข้าวปลาอาหารพอเลี้ยงกันได้ เงินที่ใช้ก็เปลี่ยนจากเงินเบี้ยมาเป็นสตางค์อัฐไพสลึงสองสลึง ๑ บาท ซึ่งทำจากเงินแท้ แต่ก่อนเงินเป็นหลิ้มๆ เอาตราเต็งชั่งน้ำหนักเอา ยากแก่การจับจ่ายมาก ผู้รู้เขาจะโลภตราชั่งกัน

 

บ่อยๆทำให้ผู้ไม่รู้เสียเปรียบ เมื่อถึงคราวใช้เงินบาทและสตางค์ แล้วคนรู้มากขึ้น การใช้จ่ายก็สะดวก ผู้ใดมีควาย มีวัว มีหมูหรือไก่ ราคาในช่วงนั้นเงินเป็นค่ามาก ควายตัวละสามบาท - ห้าบาท วัวตัวละหกสลึง - สิบสลึง หมูตัวละสลึง - สองสลึง ไก่ตัวละห้าสตางค์เป็นอย่างสูง ถ้าใครมีเงินถึงชั่งหนึ่งก็เป็นเศรษฐีแล้ว ข้าวสิบหมื่นต่อหนึ่งบาท คือ สิบกะบุงหนักถึงหมื่น ทุกกะบุงราคาหนึ่งบาท การทำบุญทำทานก็มีฝ้ายใน ไหมหลอด หนึ่งสตางค์เป็นกัณฑ์เทศได้แล้ว มีพระภิกษุมาจากเมืองกุดสิมมาจำพรรษาอยู่ที่วัดกกต้อง ชาวบ้านได้บวชเรียนหนังสืออักษรไทยและอักษรธรรม ลาว ขอม มีความรู้หูกว้าง ตาใสขึ้น มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในระหว่างบ่าวหลอยเมียงเป็นกวานบ้านนั้นมีดังนี้ ลาวนักเลงอันธพาลมาลักขโมยควาย วัวอยู่เนืองๆ คนบ้านคำหว้าถางป่า ทำสวน ลาวบ้านสวะกกโพธิ์มาโจทก์เอาได้เสียเงิน ๖ ตำลึง สระปลาหมายผึ้งก็มาลักเอาโดยไม่เกรงกลัวใคร ผู้ไทยสระปลาน้ำแห้งขอดแล้วลาวเขามาโจทก์ว่าลักกินปลาหนองเขาอยากได้เงินสามตำลึง ฝ่ายผู้ไทไม่ยอม ต่อสู้กันถึงเมืองยโสธรได้เสียเงินสิบสลึงเป็นชื่อของหนองนั้นต่อมาเรียกว่า "หนองสืบสลึง" เอาสิบตำลึง วังลาวเลง ดานเคนติก ดานกุลาหูวิ่น มีชื่อมาจากการฆ่าอาญาทั้งนั้น ที่ภูผาผึ้งมีบ่อเหล็กเปียกอยู่บ่อหนึ่ง คล้ายกับตะกั่วหัวช้าง คนคำหว้าผู้รู้ได้นำมาถลุงหล่อให้เป็นเงินฮางตีหลบทบได้ หล่อเป็นเงินเหรียญรัชกาลที่ ๔ คือ เงินหัวโล้นมั่งมีตามๆกัน ภายหลังทางการจับไปฆ่าที่มณฑลร้อยเอ็ดตายสองคน นอกนั้นจับไม่ได้ ผู้ที่ไม่ถูกจับได้ทำลายอุดตันถ้ำนั้นมิดชิดเลย ในปี ๒๔๒๙ - ๒๔๓๒ นั้น เศิกฮ้อก่อหวอดขึ้นที่เมืองหนองคาย คนคำหว้าได้ไปร่วมรบศึกครั้งนั้น ๒ คน ชื่อ บ่าววงศ์หาจักร บ่าวพรหมมา บ่าววงศ์หาจักรตายในที่รบ บ่าวพรหมมารอดตัวมาพร้อมกับนำชัยชนะมาสู่บ้านคำหว้า ทางการได้ประทานหอกทับฟ้า ดาบสองคมให้เป็นเกียรติด้วย ต่อมาไม่นานก็เกิดผีบ้า ผีบุญขึ้นในบ้านอีก คือ บ่าวบุญโจมได้ป่วยถึงสามปี ซูบผอมลุกไม่ได้จะเป็นเพราะอะไรก็ไม่รู้ บ่าวบุญโจมที่ป่วยนั้นบอกว่า ถ้าได้นุ่งผ้าไหมใหม่มีไม้เท้าแก่นมะขาม ตนเองจะหายป่วยในพริบตา และจะเสด็จไปโปรดคนป่วยให้หายได้ พี่น้องก็หามาให้ตามต้องการ เมื่อได้แล้วก็ลุกขึ้นมานุ่งผ้า ถือไม้เท้าเดินออกจากเรือนได้เหมือนคนมิได้ป่วย ได้ลงไปโปรดหญิงป่วยเป็นโรคพุพองชื่อสาวติ่งหรือไต่หายจากโรคพุพองในวันที่เดียว สร้างความมหัศจรรย์ให้คนบ้านคำหว้าเป็นที่สุด และบ่าวบุญโจมได้บอกว่าต่อจากนี้ไปจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอีแล้ว เพราะเจ้าผู้มีบุญเกิดแล้ว คือ ตัวเรานี้เองเป็นกลางวันรุ่งเรืองเหลืองอร่ามสนุกสนานสิบเฮือนร่วมพร้าห้าเฮือนร่วมขวานแดนดวงเดียวหมอลำพอฮ้อย เด็กน้อยไปก่อนหัวด่อนตามหลัง คนกลับบ้านตำข้าวครกเดียว เทียวทางเดียวมิได้เหยียบรอยกัน ถึงเจ็ดวันพระพรหมจะถือน้ำเต้าแก้วมารดมาสรงหายโรคหายภัย มีต้นกัลปพฤกษ์เกิดขึ้นที่บ้านเมืองแขวนฮ้อยย้อยอยู่ ผู้ใดอยากได้ผ้าสไบไปปิดเอามานุ่งมาทรงหินแฮ้ก็จะกลายเป็นคำ คนดำก็จะกลายเป็นขาว ในเดือนห้าขึ้น ๑๕ ค่ำ วันอังคาร หินแฮ้บ่อโคกใหญ่ตะวันออกเมืองร้อยเอ็ดจะกลายเป็นทองคำให้ไปเอามา ท่านทั้งหลายจะมั่งมีศรีสุขทั่วหน้า ในช่วงนั้นเกิดโกลาหนมากนัก ประชาชนพลเมืองทุกบ้านช่องทุกตำบลได้พากันไปขุดเอาหินแฮ้บ่อโคกใหญ่มืดฟ้ามัวดิน รอนแรมไปเอาหินแฮ้ทุกครัวเรือน มารดาของผู้เขียนอายุได้ ๕ ปี ก็ได้ไปเอาหินแฮ้กับเขาด้วยแต่อนิจจาไม่เป็นคำเลย มงคลตื่นข่าวนี้ถึงพ่อผู้เขียนก็เชื่อตามเขา ท่านได้เขียนลงใบลานเป็นประวัติการให้ผู้เขียนได้อ่าน แต่เดี๋ยวนี้เห็นจะสมจริงแล้ว เพราะความเจริญของบ้านเมืองรุดหน้าไปไกล พอถึง พ.ศ. ๒๔๕๒ ทางการได้มาจับเอาไปสำเร็จโทษที่เมืองร้อยเอ็ด คนบ้านคำหว้าตายถูกฆ่าสามคน คือ บ่าวบุญโจม บ่าวบุญลอด บ่าวเชียงบุดดี นอกนั้นหลบหนีทัน

เมืองกุดสิมนารายณ์ถูกยุบเป็นอำเภอเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒-๒๔๕๑ ย้ายไปขึ้นจังหวัดร้อยเอ็ด จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๕ จึงกลับมากาฬสินธุ์ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๖ ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่บ้านบัวขาว ตำบลบัวขาวได้เปลี่ยนนามใหม่ว่า อำเภอกุฉินารายณ์ แต่นั้นมา ในช่วงนี้บ่าวหลอยเมียงกวานบ้านถึงแก่กรรม ทางการได้แต่งตั้งบ่าวดอกให้เป็นกวานบ้าน มีนามว่าตาจันชมภูกวานบ้าน ให้บ่าวเตินเป็นเสมียนมีนามว่าตาเสมียนต้นนำราชการไปที่เมืองกุดสิม เนื่องจากทางการยังไม่เรียบร้อยเท่าไร ขัดแย้งกันขึ้นในวงศ์เจ้านายย้ายไปย้ายมาเป็นดั่งนี้ จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๐ กว่านี้เอง บ่าวคงพ่อของผู้เขียนไปเป็นเสมียนจดสำมะโนครัวอยู่เมืองกุดฉิมระยะหนึ่ง เมื่อทางการยุบเมืองกุดสิมให้เป็นอำเภอมาตั้งที่ ตำบลบัวขาว ให้พระธิเบศวงษามาทำงานที่อำเภอกุฉินารายณ์ก็ไม่ยอมมา ถือมานะทิฐิอย่างแรงกล้าทางการจึงตั้งให้ขุนประเวสคนไทยเป็นนายอำเภอ มีปลัดซ้าย ปลัดขวา สมุหบัญชี วงศ์เจ้าเมืองก็สิ้นสุดลง เพราะถูกยุบตั้งแต่นั้นมา พอถึง พ.ศ. ๒๔๕๗ ทางการได้ตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ประกาศใช้ ให้แต่งตั้งหรือเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านขึ้น ตำแหน่งของกวานบ้านก็หมดไป ทางการได้เลือกเอาบ่าวเส็งไม่มีนามสกุลให้เป็นผู้ใหญ่ ส่วนนายสิบผู้ช่วยนั้นผู้เขียนไม่ทราบ เหตุการณ์ในบ้านคำหว้ามีผู้ถูกยิงตายหนึ่งคน คือ บ่าวเพชรธนูแสง เป็นเรื่องราวยุ่งยากมาก ผู้ใหญ่เส็งครองตำแหน่งผู้ใหญ่ไม่นาน เพราะไม่รู้หนังสือจึงลาออก ทางการได้ตั้งบ่าวเสาร์เป็นผู้ใหญ่แทน ผู้ใหญ่เสาร์เป็นผู้ใหญ่จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๔ ในระยะนี้ กฎหมายให้ตั้งนามสกุล คนบ้านคำหว้าจึงมีชื่อนามสกุลแต่นั้นมา เนื่องจากผู้ใหญ่เสาร์ไม่รู้หนังสือยากแก่การรายงานลายลักษณ์อักษรจึงลาออก ชาวบ้านคำหว้าจึงเลือกนายคง รองไชย ) เป็นผู้ใหญ่บ้าน ถึง พ.ศ. ๒๔๗๖ ในระหว่างนี้ละได้เปลี่ยนนามบ้านคำหว้ามาเป็น "บ้านกุดหว้า หมู่ที่ ๑๐ ต.บัวขาว อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์" ต่อมาทางการยุบจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นอำเภอ ไปขึ้นจังหวัดมหาสารคาม

การศึกษาเล่าเรียนนั้น ได้มีโรงเรียนตั้งขึ้นแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ แต่ยังไม่บังคับ ใครอยาก

เรียนก็เข้าเรียน ใครไม่อยากเรียนก็ทำงานอื่น จาถึง พ.ศ. ๒๔๖๒ บังคับให้เรียนถ้าใครปกปิดลูกหลานหลีกเลี่ยงมีความผิดจึงได้เรียนมีถึง ป.๗ ลูกหลานที่ได้รับการศึกษาครั้งนั้นมีความรู้ ความฉลาดเริ่มเจริญทางด้านการศึกษาไปบ้างแล้วการพัฒนาอาชีพต่างๆ

ผู้ใหญ่คง รองไชยดำรงตำแหน่งอยู่ ๔ ปีก็ลาออกในปีที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๗๖ นั่นเอง ทางการ

เลือกตั้งใหม่ได้นายครุธ ศรีกำพล เป็นผู้ใหญ่บ้าน นายคำมา ศรีกำพล เป็นผู้ช่วย ดำรงตำแหน่งอยู่ไม่นานเพราะไม่รู้หนังสือ ได้แต่ลงนามเป็นเท่านั้น นายคำมา ศรีกำพล ต้องทำงานหนักเกี่ยวกับรายงาน ท่านได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่เลือกตั้งใหม่ ได้นายคำมา ศรีกำพลเป็นผู้ใหญ่บ้าน ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ เป็นต้นมา นายก่ำ กาฬหว้า นายคำพัน อุทรักษ์ ๒ คน เป็นผู้ช่วย การปกครองในช่วงต้นนั้นราบรื่นนัก ช่วงกลางต่อเถิงช่วงปลายใกล้จะเกษียณอายุราชการเกิดประพฤติไม่ดีขึ้นเลยถูกยิงทะลุอกแต่ไม่ตาย ยังไม่ยอมออกจากผู้ใหญ่บ้าน ถึง พ.ศ.๒๔๙๐ ทางการตั้ง อ.กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดขึ้นอีก ต.บัวขาว อ.กุฉินารายณ์ จึงกลับมาขึ้น จ.กาฬสินธุ์ ตามเดิม จนถึง พ.ศ. ๒๔๙๗ ทางการออก ส.ด.๑ แสดงการครอบครองที่ดิน ถึง พ.ศ.๒๔๙๘ ตั้งบ้านกุดหว้าเป็น ต.กุดหว้า ได้ นายคำผง จิตรจักรเป็นกำนัน ถึง พ.ศ. ๒๕๑๑ นายคำผง จิตรจักรเปลี่ยนนาม ต.กุดหว้าให้เป็น ต.หนองห้าง ชาวบ้านกุดหว้าไม่พอใจลุกฮือขึ้นคัดค้าน

จนถึงกระทรวงมหาดไทย ทางกระทรวงให้ระงับการเปลี่ยนนามให้เป็น ต.กุดหว้า เหมือนเดิม ถึง พ.ศ.๒๕๑๖ ตั้งบ้านหนองห้างเป็น ตำบลแยกจาก ต.กุดหว้า ทาง ต.กุดหว้าว่างกำนันจึงเลือกตั้งใหม่ ได้นายเพลิน พันธุโพธิ์ เป็นกำนัน ซึ่งได้เป็นผู้ใหญ่ หมู่ ๑๐ ต.กุดหว้ามาก่อนแล้ว การปกครองในช่วง นายเพลินเป็นผู้ใหญ่จนถึงตำแหน่งกำนันนั้น บ้านกุดหว้าเจริญขึ้นทันตาเห็น มีครบทุกอย่างภายในหมู่บ้าน เป็นต้นว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านกุดหว้า สถานีอนามัยบ้านกุดหว้า ศาลาการเปรียญทั้ง ๒ วัด โรงเรียนใหม่ อาคารใหญ่โต นักเรียนพันกว่าคนเป็นหมู่บ้าน อ.พ.ป. ลูกเสือชาวบ้านผู้ทรงคุณวุฒิ ถนนทุกซอย รถล้อ ตลาด ร้านค้าจิปาถะได้รับการพัฒนาทุกด้าน สมกับเป็นหมู่บ้านป้องกันตนเอง วัตถุสิ่งของที่กล่าวมามิใช่งบประมาณทางการเอามาสร้าง พวกชาวบ้านร่วมใจพากันสร้างขึ้นมาเองจนเสร็จทุกอย่างด้วย ความสามัคคี ต.กุดหว้าจนถึงปัจจุบันนี้ คือ วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๕

จากวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๖ มา มีกำนันปกครอง ๔ คนด้วยกัน คือ

๑. นายคำผง จิตจักร

๒. นายเพลิน พันธุโพธิ์

๓. นายคำสิงห์ มโนขันธ์

๔. นายพันสวรรค์ ศรีกำพล ทางการได้ยกระดับหมู่บ้าน อ.พ.ป.กุดหว้าให้เป็นสุขาภิบาลกุดหว้าในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ นั้นเอง

นับแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นมาถึง พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นระยะเวลา ๔๕ ปี นั้นบ้านกุดหว้าทั้ง ๔ หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ ๑-๒-๘-๙ มีความสมานสามัคคีกันเหมือนหนึ่งพี่น้องครอบครัวเดียวกัน ทะเลาะเบาะแว้งเป็นธรรมดามิถึงโรงถึงศาล แต่คนภายนอกมาจูงจมูกให้เป็นอันธพาลมีบ้าง ใน พ.ศ. ๒๕๒๘ ทางการได้ส่งสารวัตรมือปราบมาพัฒนาหายไปสามคน ตั้งแต่นั้นมาก็สงบเรียบร้อยมีบ้างก็ไม่หนักหนาอะไร ในช่วง ๔๕ ปีนี้สิ่งดีที่เกิดขึ้นในบ้านกุดหว้ามีดังนี้คือ

๑. การศึกษาเล่าเรียนฝ่ายธรรมก็มี ร.ร.ปริยัติธรรมพระเณรที่เข้ามาศึกษาพระธรรมวินัยนับ

ร้อยกว่าองค์ที่สำนักวัดป่ากุดหว้า พระครูอดุลย์อรรถกิจเป็นประมุข เมื่อจบจากสำนักนี้ไปศึกษาต่อได้รับตำแหน่งเป็นเจ้านายใหญ่โตก็มีมาก มี ร.ร.ศึกษาผู้ใหญ่พระเณรพัฒนาอบรมจิตใจเป็นอย่างดี

  • การรักษาศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านผู้ไทย ชาวบ้านกุดหว้ามีความนับถือผีเรือน ผีหมอ ผีไท้กันมาก       



คือ อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง

ความหมาย ชนเผ่าภูไทยที่ดำรงวิถีชีวิตด้วยการทำการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำและทรัพยากรธรรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์


องค์การบริหารส่วนตำบลกุดหว้า เลขที่ 367. หมู่ที่ 13. ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์. จังหวัดกาฬสินธ์ุ 46110
โทรศัพท์ 043-801111, 082-8409960 โทรสาร 043-801049
บอทตัวล่าสุดที่เข้ามาเก็บข้อมูล คือ Google 66.249.79.95 วันนี้ เวลา 11.29 น.